oopS! i 4get medicine T_T

posted on 25 Nov 2010 22:38 by addiary
"ทานยานี้ตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด  และทานให้ตรงเวลาทุกวัน" เป็นคำแนะนำในการใช้ยาที่ระบุไว้ที่ฉลาก  ซึ่งเป้นสิ่งที่ผู้ป่วยทุกคนควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด  ฉันเองก็พยายามทำมาตลอด  ถึงแม้จะมีหลุดๆไปบ้างก็ 3-4 ครั้งในรอบปี  จนกระทั่งวันนี้...เกิดเรื่องระทึกในที่สุดในชีวิตการทานยา
 
เมื่อเช้า...จะด้วยอะไรดลใจก็ไม่ทราบได้  ฉันเกิดเปลี่ยนกระเป๋ามาใช้อีกใบหนึ่ง  ก่อนออกจากบ้านก็ถ่ายเทของจนคิดว่าไม่ลืมอะไรแล้ว  แต่ก็ออกจากบ้านอย่างเหมือนมีลางสังหรณ์ว่าลืมอะไรบางอย่าง  จนกระทั่งถึงออฟฟิศ....
 
มือถือบอกเวลา 9.00 น.พร้อมเสียงปลุก  ฉันควานหากล่องยาให้กระเป๋าเริ่มจากช่องที่เคยเก็บไว้ประจำ...กล่องไม่อยู่ในนี้!!!  หรือจะเอาไว้อีกช่อง  อีกช่อง  อีกช่อง  ค้นจนหมดทุกช่องจนแน่ใจแล้วว่าฉันลืมกินยามา  งานเข้าแล้วมั้ยล่ะ!!!  สมองเริ่มฟุ้งซ่านไปต่างๆนานา  จะทำยังไงดีเนี่ย...
 
ถ้ากลับไปบ้านกว่าจะกลับมาถึงออฟฟิศคงเกือบเที่ยง  -*-
ถ้าไปซื้อที่นิรนามก้ต้องมีใบสั่งแพทย์ -*-
ถ้าไปซื้อที่โรงพยาบาลก้คงต้องรอแทบไม่ต่างกัน -*-
ถ้า.....บลาๆๆๆๆๆ
 
หลังจากสงบจิตสลบใจได้ซักพักก็เริ่มปลงว่าคงต้องทานมื้อต่อไปแทน  หวังว่าเจ้าเชื้อนั่นคงยังไม่ทันตื่น
ฉันออนเอ็มเล่าให้เพื่อนฟัง  เขาให้ให้คำปรึกษา  ทางเลือกต่างๆ ซึ่งดูแล้วก็เหมอืนย้อนกลับไปที่สิ่งที่แันฟุ้งซ่านไปแล้วเมื่อครู่ใหญ่
"กว่าจะกลับถึงบ้านก็คงเกือบ 2 ทุ่มแล้ว"
"งั้นก็ทานมือต่อไปเลย  แต่ไม่ต้องเบิ้ลนะ  หมอเคยบอกว่ายาอยู่ในร่างกายได้ประมาณ 14 ชม. คราวหน้าต้องเผื่อก๊อก 1 2 3"
"ยังไงอ่ะ" ฉันสงสัย
"อย่างแรกก็ต้องเก็บยาไว้หลายกระเป๋า ถ้าเราใช้หลายใบ  สองก็คือเก็บไว้ที่ออฟฟิศบ้างแต่อย่าลืมใส่ซองกันชื้นไว้ด้วย  แล้วก็ก๊อกสาม....เรามีเพื่อนในบ้านที่อยู่ใกล้ๆบ้างมั้ย"
"ไม่รู้อ่ะ"
"นั่นแหละถึงบอกว่าควรจะรู้จักกันไว้  เผื่อมีใครอยุ่ใกล้ๆแล้วทานยาสูตรเดียวกับเราจะได้ขอแบ่งมาได้  มันสำคัญตรงนี้แหละ"
 
และแล้วก็เหมือนสวรรค์ทรงโปรด  เพื่อนอีกคนหนึ่งออนไลน์มาพอดี  ฉันก็เล่าเรื่องของฉันให้เขาฟัง  และประจวบเหมาะพอดีที่เขาใช้ยาสูตรเดียวกับฉันและก็ทำงานอยู่ไม่ไกล  เดินทางด้วย BTS ประมาณ 10กว่านาทีก็ถึง
"มาตอนนี้เลยก็ได้นะ  ใกล้ถึงแล้วโทรบอก  จะได้เดินออกไป  ทานเลทยังดีกว่าไม่ได้ทานเลย"
 
ฉันรีบดีดตัวจากออฟฟิศตรงไปที่ BTS   ใช้เวลาราว 15 นาทีเราก็เจอกัน  เขายื่นซองยาให้ฉันพร้อมกับบอกว่าในนั้นมีอยู่ 2 เม็ด ให้เอาไปเผื่อ  ฉันรับซองยา ยกมือไหว้ แล้วก็รีบทานยาทันที  ดูนาฬิกาก็เลทไป 2 ชม. พอดี
ณ จุดนี้ บอกตามตรงได้เลยว่ารู้สึกซาบซึ้งอย่างบอกไม่ถูก 
 
ถ้าฉันไม่ได้ออนเอ็ม
ถ้าไม่ได้เพื่อนคนนี้
ถ้าฉันไม่ได้ทานยา
 
มันจะเป็น 12 ชั่วโมงที่ฉัันฟุ้งซ่าน จิตตกสู่ห้วงเหวแห่งความกังวล  จินตนาการต่างๆนานาถาโถมเข้าสู่สมองของฉัน
 
ในสังคมที่วุ่นวายอย่างเช่นทุกวันนี้  มีคนกลุ่มนึงที่มีชีวิตเหมือนๆกัน  ช่วยเหลือกัน  เป็นสังคมแห่งการแบ่งปันที่ฉันรู้สึกสัมผัสได้ด้วยตัวฉันเอง ในวันนี้...วันที่ฉัน...เกือบไปแล้ว(มั้ยล่ะ)

1st Anniversary of AVR

posted on 25 Oct 2010 07:38 by addiary
แทบไม่อยากจะเชื่อว่านี่ก็ผ่านไป 1 ปีแล้วสำหรับการเข้ารับการรักษาเจ้าเอช ในช่วงปีที่ผ่านมาแม้ภายนอกฉันยังดูเหมือนเป็นคนปกติ  ยังไปทำงานเหมือนเดิม  จะมีเจ็บป่วยบ้างก็เล็กน้อย  แถมยังต้องรักษาเจ้าหูดทั้งที่โรงพยาบาล ปกส. จนกระทั่งพบทางสว่างและไปสิ้นสุดที่นิรนาม  ณ ตอนนี้มันได้หายไปจากชีวิตฉันแล้ว  ตราบใดที่ฉันยังแข็งแรงอยู่ฉันหวังว่ามันจะไม่ผุดขึ้นมาให้เห็นอีก  ส่วนรอยแผลจากppe ก็จางลงไปมากเหมือนกัน จะมีก็ปัญหาผิวแห้งซึ่งหมอก็บอกว่าเป็นธรรมดา
 
ถ้าจะมองย้อนกลับไปแล้ว  ก็นับว่า
 
เป็น 1 ปีที่ชีวิตเราต้องเผชิญอะไรมากมาย
เป็น 1 ปีที่เสมือนการฟื้นฟูหลังโดนซึนามิโถมใส่
เป็น 1 ปีที่ทำให้ฉันเข้มแข็งขึ้นมากมายทั้งร่างกายและจิตใจ
 
และจะเป็น 1 ปีที่ฉันจะจำไม่มีวันลืม  เพื่อให้เป็นแรงผลักดันให้ฉันก้่าวเดินในปีต่อๆไป....
 
 
จาก...ฉันเอง...ก็แค่ผู้ป่วยเรื้อรังคนหนึ่ง

เป็นเวลาราวๆ 1 ปีทีชีวิตวนเวียนอยู่กับเรื่องหูดทั้ง Genital Warts และ Molluscum contagiosum หลักงจากรักษาตัวอยู่นนานจนกระทั้งไปถึงการตรวจคัดกรองมะเร็งทวาร  การส่องกล้องตัดชิ้นเนื้อไปตรวจเซลล์  เรียกว่าผ่านการรักษามาหลายรูปแบบแล้ว จนกระทั้งครั้งหลังสุดที่ไป"ตรวจภายใน"  อันนี้เป็นคำที่ จนท. ของคลีนิคนรินามใช้เรียกเวลาที่ฉันไปติดต่อแล้วลืมเอาใบนัดมา  ฟังดูก็แปลกเหมือนกัน  แต่ก่อนเคยได้ยินแต่การตรวจภายในของทางสูตินารีเวช  จะเรียกว่าเป็นสิ่งที่ผู้หญิงส่วนใหญ่กลัวอยู่เหมือนกันกับการจะต้องขึ้นไปอยู่บนอุปกรณ์ที่เรียกกันว่า"ขาหยั่ง"  แต่การตรวจภายในของผู้ชายไม่ใช่แบบนั้นเพราะมันเป็นคนละช่องทาง  ความอลังการของอุปกรณ์ของเทียบกันไม่ได้เพราะของผู้ชายเรียบง่ายกว่า

 

ครั้งล่าสุดที่ไปตรวจภายในก็ราวต้นเดือนที่ผ่านมา  หลังจากส่องกล่องแล้วไม่พบรอยโรค  ทางคลีนิคจึงนัดฉันมาอีกครั้งในต้นเดือนหน้า  แต่ก้ได้ย้ำไว้ว่าถ้ามีอาการคันๆก้ให้มาก่อนได้เพราะนั่นแสดงว่าหูดเจ้าเก่าได้ขึ้นมาอีกแล้ว

 

แต่ความสุขมักอยู่กับเราได้ไม่นานเท่าไหร่  หลังจากวันนั้นราว 2 สัปดาห์ฉันก็รู้สึกคันข้างในอีกครั้งแต่ก็ไม่มาก  ข้อสันนิษฐานแรกของฉันก็คือ "มันกลับมาอีกแล้ว"  ถึงจะไม่ได้สร้างปัญหามากมายให้กับการดำเนินชีวิตแต่ก็สร้างความกังวลในให้อยู่ไม่น้อย  ระหว่างนั้นฉันได้รู้จักและพูดคุยกับเพื่อนร่วมชะตากรรมคนหนึ่งเขาเล่าให้ฟังว่าของเค้าก็มีอาการเหมือนกัน  รวมทั้งมีการถ่ายแล้วเลือดไหลด้วย  ตอนแรกก็เข้าใจว่าเป็นริซซี่  แต่ที่นิรนามบอกว่าแสดงว่ามีหูดอยู่ข้างใน  ซึ่งต่างจากฉันที่ไม่เคยมีอาการเลือดไหลมากก่อน  จนกระทั่งเย็นวันหนึ่ง  แันก็เข้าห้องน้ำตามปกติ  ระหว่างที่ถ่ายหนักก็รู้สึกแปลกๆบอกไม่ถูกจึงก้มหน้ามองสิ่งที่อยู่ในโถ  แม่จ้าวววววว!!!ฉันตกใจมาก  สิ่งที่ฉันเห็นคือเลือดกำลังกระจายตัวอยู่ในน้ำ ฉันรีบคว้าทิชชู่มาลองซับดู  ปรากฏว่าเลือดไหลจริงๆ  ด้วยความนอยด์สุดขีด  จึงได้โทรไปปรึกษาเพื่อนคนนั้น  เค้าก้บอกให้ฉันรีบไปหาหมดแต่ถ้าข้าในมีแผลอยู่จะแต้มยาไม่ได้เพราะจะแสบมาก  ใ้หรอซัอสัปดาห์หน้าค่อยไป  คืนนั้นฉันนอนไม่ค่อยหลับด้วยความวิตกว่าจะเป็นโน่นเป็นนี่  เช้าวันรุ่งขึ้นฉันเข้าห้องน้ำตามปกติ  คราวนี้ไม่มีเลือดไหลออกมาอีกแล้ว  ฉันคลายความกังวลไปได้เปราะหนึ่ง  แต่อย่าเพิ่งดีใจไป!!!  ฉันเจอหูดบริเวณอื่นอีก T_T   ในตอนแรกก็เข้าใจว่าเป็นหูดข้าวสุกเพราะฉันเองก็มองไม่ค่อยเห็นแต่ก้พอนับได้ว่ามี 4 จุด

 

เย็นวันนั้นไม่รอช้ารีบไปนิรนามทันที  ถึงคลีนิคประมาณ 5 โมงเย็นใจก็ตุ๊มๆต่อมๆว่าจะทันมั้ยเพราะจำได้ว่าถ้าต้องบ่งบอกจะต้องทายาชาก่อนแล้วทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง  ฉันเล่าอาการให้ จนท.ฟัง เขาก็เตรียมเครื่องมือ แต่ก็ยังไม่วายที่จะถามว่าแล้วไม่ต้องทายาชาเหรอ

"มีกี่เม็ดครับ"

"ประมาณ 4 ครับ"

"อดทนกัดฟันนิดเดียวเอง หะๆ ไหนเดี๋ยวขอดูก่อน"

ฉันขึ้นเตียงจัดท่าพร้อมตรวจอย่างไม่รอช้า  ถึงแม้จะได้รับการบริการอย่างมิตรภาพแต่บอกตามตรงฉันก็ไม่อยากจะอยู่ที่นี่นานเท่าไหร่  รีบไปรีบมาจะดีที่สุด

"อืม ไม่ใช่หุดข้าวสุกนะ เป็นหูดหงอนไก่  เดี๋ยวแต้มยาให้  ตัวนี้แสบหน่อยแต่ว่าหลุดเร็ว"

"ขู่กันขนาดนี้เลย"

พี่ จนท ก็บรรจงแต้มยาตามรอยโรค   ฉันก็รู้สึกถึงความแสบได้ทุกครั้งที่ยาแต้มลงไป  มันเป้นช่วงเวลาที่รู้สึกยาวนานเหลือเกินสำหรับฉัน

"เรียบร้อยแล้ว เรานับได้กี่เม็ดนะ"

"4 ครับ"

"มีอยู่ 8 เม็ดนะ"

"หาาาาาาาาาาา แล้วมันมาได้ไงอ่ะ"

จนท พยายามอธิบายว่าสิ่งที่เขาเจอมันอยุ่ในบริเวณไหน

"มันลามมาจากข้างหลังเราแหละ เกิดจากการสัมผัสไง  พวกผ้าเช็ดตัวบางทีเราไปถูๆตรงที่มีเชื้อแล้วมาโดน"

"เวรกรรม แล้วอย่างนี้ ซักแล้วจะใช้ได้อีกมั้ยอ่ะพี่"

"ใช้ได้  ซักแล้วก็สะอาดแล้ว  พี่ไมม่นัดต่อนะ  ถ้ามันมันไม่หลุดก็อาทิตย์หน้ามาหาซฎ้ได้  แต่ถ้าหลุดก็มาส่องกล้องตามใบนัดเดิมนะ"

"ครับ"

ออกมาจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์  บรรยากาศเงียบมาก  นี่ก็ราว 5 โมงเย็นกว่าๆ ฉันอาจจะมามาเป็นเคสสุดท้ายของวันนี้ก็ได้  แต่สิ่งที่ฉันกังวัลใจมากตอนนี้ก้คือมันจะขึ้นตรงไหนมาอีก?!?

 

edit @ 21 Aug 2010 10:17:43 by addiary